คำพิพากษาศาลฎีกา ปี 2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 31

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 31/2531

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม. 531

จำเลยด่าว่าโจทก์ผู้เป็นมารดาด้วยถ้อยคำหยาบคายว่าโจทก์เป็นสุนัขเป็นคนไม่มีศีลธรรม ให้ที่ดินแล้วยังเอาคืนเป็นคนเนรคุณคน เช่นนี้ เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์อย่างร้ายแรง ทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถือได้ว่าประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ โจทก์เรียกคืนการให้ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 64

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 64/2531

ประมวลกฎหมายอาญา ม. 36 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม. 40, 48 วรรคท้าย

กรณีที่ศาลสั่งให้คืนทรัพย์ของกลางแก่เจ้าของ หากผู้ร้องเห็นว่าตนเป็นเจ้าของทรัพย์ของกลางที่แท้จริงก็ชอบที่จะดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 48 วรรคท้าย ด้วยการฟ้องเป็นคดีแพ่งต่อศาลที่มีอำนาจชำระ ผู้ร้องจะยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งคืนทรัพย์ของกลางในคดีเดิมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 หาได้ไม่ เพราะไม่ใช่กรณีที่ศาลสั่งริบทรัพย์ของกลาง.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 52

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 52/2531

ประมวลกฎหมายอาญา ม. 36

ผู้เป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ถูกริบจะต้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด ศาลจึงจะสั่งคืนทรัพย์สินที่ถูกริบให้แก่เจ้าของได้ ผู้ร้องบรรยายคำร้องขอคืนของกลางว่าจำเลยนำรถยนต์ของกลางของผู้ร้องไปใช้โดยผู้ร้องมิได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด มีความหมายต่างจากการที่ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิด คำร้องของผู้ร้องจึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 ศาลมีอำนาจยกคำร้องโดยไม่ต้องไต่สวน.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 58

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 58/2531

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม. 1629, 1754, 1755 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม. 99, 129, 179, 226

คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้โจทก์แก้ฟ้อง เป็นคำสั่งระหว่างพิจารณา จำเลยไม่ได้โต้แย้งคำสั่งนั้นไว้ จึงไม่มีสิทธิอุทธรณ์ฎีกา

ในกรณีที่ศาลเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องตั้งผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจเอกสารในสำนวน และศาลเห็นสมควร ศาลก็ย่อมใช้อำนาจของศาลเองที่มีอยู่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 99 ส่งเอกสารนั้นไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจพิสูจน์ได้โดยไม่จำต้องให้คู่ความฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดยื่นบัญชีระบุพยานหรือระบุชื่อผู้เชี่ยวชาญ

จำเลยเป็นพี่ชายเจ้ามรดก ส่วนโจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของเจ้ามรดก จำเลยเป็นทายาทลำดับหลังโจทก์ ไม่มีสิทธิรับมรดกรายนี้จำเลยจึงยกอายุความมรดก 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1755 มาต่อสู้โจทก์ซึ่งเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับมรดกไม่ได้.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 50

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 50/2531

พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ม. 76 พระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ.2479 ม. 45 ประมวลกฎหมายอาญา ม. 91

ความผิดฐานมีกัญชาไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตกับความผิดฐานนำสิ่งของต้องห้ามเข้าไปในเรือนจำ เป็นความผิดต่อกฎหมายคนละฉบับ ซึ่งอาศัยเจตนาในการกระทำผิดแตกต่างแยกจากกันได้ สำหรับความผิดฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองนั้น สาระสำคัญอยู่ที่การไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายจำเลยมีกัญชาไว้ในครอบครองเมื่อใด ก็เกิดเป็นความผิดสำเร็จขึ้นเมื่อนั้นส่วนการนำกัญชาซึ่งเป็นสิ่งของต้องห้ามเข้าไปในเรือนจำ ย่อมเป็นความผิดเมื่อจำเลยฝ่าฝืนนำเข้าไป ซึ่งเป็นการกระทำอีกกรรมหนึ่งต่างหากเพราะจำเลยมีเจตนาที่แยกต่างหากจากการกระทำผิดฐานแรก แม้กัญชาของกลางในความผิดทั้งสองฐานนี้เป็นจำนวนเดียวกันก็ตามการที่จำเลยมีกัญชาไว้ในความครอบครองและนำกัญชาดังกล่าวเข้าไปในเรือนจำ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 38

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 38/2531

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม. 24, 175

การวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 24 ได้ จะต้องปรากฏว่าคดีนั้นมีข้อเท็จจริงเพียงพอที่ศาลจะรับฟังได้ หรือเป็นข้อเท็จจริงที่ยุติแล้ว มิใช่ว่าเมื่อคู่ความฝ่ายใดยื่นคำร้องเข้ามาแล้ว โดยจะมีข้อเท็จจริงอยู่หรือไม่ ศาลจะต้องวินิจฉัยชี้ขาดให้เสมอไป

โจทก์ยื่นคำร้องขอถอนฟ้อง ส่วนจำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหาข้อกฎหมาย เมื่อศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีไม่มีเหตุที่จะวินิจฉัยเบื้องต้นและสั่งยกคำร้องของจำเลยไปแล้ว ก็ย่อมใช้ดุลพินิจอนุญาตให้โจทก์ถอนฟ้องได้.

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 35

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 35/2531

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม. 136, 1375, 1381 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม. 95

โจทก์มอบที่พิพาทให้จำเลยทำกินต่างดอกเบี้ย การที่จำเลยได้ไปยื่นขอรับรองการทำประโยชน์ที่พิพาทเมื่อปี พ.ศ. 2520 และโจทก์ได้ยื่นคำคัดค้านเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2520 เจ้าหน้าที่จึงมิได้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้จำเลย กรณีเช่นนี้ยังถือไม่ได้ว่า จำเลยได้เปลี่ยนลักษณะแห่งการถือที่พิพาทโดยบอกกล่าวไปยังโจทก์ว่าตนไม่เจตนาที่จะยึดถือที่พิพาทไว้แทนโจทก์อีกต่อไปดังที่บัญญัติไว้ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1381จึงต้องถือว่าจำเลยยังคงยึดถือครอบครองที่พิพาทโดยอาศัยสิทธิของโจทก์อยู่

โจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายที่ตัดต้นตาลของโจทก์ 6 ต้นเป็นเงิน 3,000 บาท โจทก์เบิกความลอย ๆ ว่าเวลานี้เหลือต้นตาลเพียง 4 ต้นในที่พิพาท ไม่ทราบว่าใครตัดไป 8 ต้น น้องสาวโจทก์บอกโจทก์ว่าจำเลยตัดไปทำบ้าน ตามคำของโจทก์ยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยเป็นคนตัด ที่โจทก์อ้างว่าน้องสาวโจทก์บอกว่าจำเลยเป็นคนตัดก็เป็นพยานบอกเล่ารับฟังไม่ได้ โจทก์จึงเรียกร้องค่าเสียหายส่วนนี้จากจำเลยไม่ได้.(ที่มา-ส่งเสริม)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 28

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 28/2531

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม. 420, 1401 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม. 298

โจทก์จำเลยมีที่นาติดต่อกัน โจทก์ใช้ทางเกวียนผ่านที่นาจำเลยไปยังที่นาโจทก์เป็นเวลาติดต่อกันมานานกว่า 30 ปี จำเลยหามีสิทธิปิดกั้นทางเกวียนซึ่งโจทก์ใช้มาหลายสิบปีแล้วนั้นได้ไม่

หากจำเลยไม่ยอมเปิดทางดังกล่าว โจทก์ชอบที่จะดำเนินการบังคับคดีไปตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 298 ที่แก้ไขใหม่ โจทก์จะขอเป็นผู้จัดการเปิดทางเองโดยให้จำเลยเสียค่าใช้จ่ายหาได้ไม่.(ที่มา-ส่งเสริม)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 27

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 27/2531

ประมวลกฎหมายอาญา ม. 56, 91, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม. 78

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตาม พระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490มาตรา 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 การที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 2 ปี ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 แต่เพียงกระทงเดียวไม่ได้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 อีกกระทงหนึ่งแม้จะไม่ถูกต้อง ก็นับว่าเป็นการลงโทษสถานเบาและเป็นคุณแก่จำเลย

การที่จำเลยพาลูกระเบิดที่มีอำนาจทำลายในรัศมี 10 เมตร เข้าในเขตกรุงเทพซึ่งมีประชาชนหนาแน่น หากเกิดระเบิดขึ้นย่อมเกิดความเสียหายมากกว่าปกติ แม้จำเลยไม่มีเจตนานำลูกระเบิดไปก่อเหตุร้าย แต่เหตุร้ายจากลูกระเบิดอาจเกิดได้ตลอดเวลาโดยไม่ได้ตั้งใจ จึงเป็นพฤติการณ์ที่ร้ายแรงควรแก่การปราบปรามการที่จำเลยมีความประพฤติไม่เคยเสียหาย ไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อนหรือเคยเป็นอาสาสมัครทหารพราน ถือได้ว่ามีคุณความดีมาก่อน และมีภาระต้องเลี้ยงดูบิดามารดา แต่เมื่อเทียบกับพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ยังไม่มีเหตุเพียงพอที่ควรรอการลงโทษ.(ที่มา-ส่งเสริม)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 26

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 26/2531

ประมวลกฎหมายอาญา ม. 56, 91, 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522 ม. 43, 48, 157

จำเลยขับรถจักรยานยนต์หลบหลีกเข้าไปในช่องทางเดินรถโดยสารประจำทางชนผู้เสียหายอย่างแรงตรงทางม้าลาย จนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กายสาหัส ในขณะที่รถคันอื่น ๆต่างจอดรถให้ผู้เสียหายเดินข้ามถนนไปก่อนพฤติการณ์เช่นนี้เป็นการขับขี่รถที่ขาดความสำนึกที่ดี เป็นการประมาทอย่างร้ายแรงแม้จำเลยจะมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว เคยมีความประพฤติดี และไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน ก็ไม่สมควรรอการลงโทษ.(ที่มา-ส่งเสริม)

« »
ติดต่อเราทาง LINE