Banner blog website.png
เผยแพร่เมื่อ: 2023-05-26

มาตรา 226 แห่งประมวลกฎหมายอาญา

“มาตรา 226 หรือ มาตรา 226 อาญา คืออะไร?


“มาตรา 226 ” หรือ “มาตรา 226 อาญา” คือหนึ่งในมาตราของประมวลกฎหมายอาญา 
ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ แก่โรงเรือน อู่เรือ ที่จอดรถ หรือเรือสาธารณะ ทุ่นทอดจอดเรือ สิ่งปลูกสร้าง เครื่องจักร เครื่องกล สายไฟฟ้าหรือสิ่งที่ทำไว้เพื่อป้องกันอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์ จนน่าจะเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่บุคคลอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
              [อัตราโทษ แก้ไขเพิ่มเติมโดยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๒๖) พ.ศ. ๒๕๖๐]”

 

ปรึกษาปัญหาทางกฎหมายฟรี
ตลอด 24 ชั่วโมง

  • ทนายให้ ปรึกษามากกว่า 3000 ครั้ง
    ฟรีบนแพล็ตฟอร์ม
  • ฟรี และไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  • ปรึกษาได้ทุกเรื่องราว ไม่ระบุตัวตนของผู้ถาม


3 ตัวอย่างจริงของการใช้ “มาตรา 226” หรือ “มาตรา 226 อาญา” ในประเทศไทย


1. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1904/2540
การที่จำเลยปลอมโฉนดซึ่งเป็นเอกสารราชการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา266(1)เป็นความผิดที่มีโทษจำคุกขั้นสูงถึงสิบปีพฤติการณ์ที่จำเลยปลอมโฉนดและนำโฉนดที่จำเลยปลอมไปหลอกลวงกู้เงินโจทก์ร่วมถึง600,000บาทนั้นมีลักษณะเป็นภัยร้ายแรงต่อโจทก์ร่วมและสุจริตชนโดยทั่วไปซึ่งมิใช่วิสัยของคนที่เคยเป็นสมาชิกสภาจังหวัดมาเป็นเวลาถึง5ปีเช่นจำเลยจักพึงกระทำแม้จำเลยจะใช้ค่าเสียหายเป็นที่พอใจจนโจทก์ร่วมถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานฉ้อโกงไปแล้วก็มีผลเพียงแต่ทำให้สิทธินำคดีอาญามาฟ้องในข้อหาฉ้อโกงระงับสิ้นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา39(2)เท่านั้นแต่ความผิดฐานปลอมและใช้เอกสารสิทธิอันเป็นเอกสารราชการปลอมซึ่งจำเลยกระทำนั้นหาได้ระงับไปด้วยไม่พฤติการณ์แห่งคดีจึงไม่มีเหตุสมควรรอการลงโทษให้จำเลย


2. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 196/2533
ผู้เสียหายนำความไปแจ้งต่อ เจ้าพนักงานให้ดำเนิน คดีแก่จำเลยทั้งสองก็เพราะสงสัยว่าจำเลยทั้งสองจะเป็นคนร้าย ดังนั้นการที่ลูกจ้างของผู้เสียหายให้การต่อ พนักงานสอบสวนภายหลังจากนั้นว่า จำเลยทั้งสองเป็นคนร้าย จึงมีน้ำหนักน้อยและเมื่อลูกจ้างคนหนึ่งของผู้เสียหายกลับมาเบิกความในชั้น พิจารณาว่าไม่เคยเห็นจำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายแต่ อย่างใด ส่วนลูกจ้างอีกคนหนึ่งกลับว่าที่จำเลยทั้งสองเป็นคนร้ายเพราะจำเลยทั้งสองได้ บอกให้ทราบเช่นกันคำ ของ ประจักษ์พยานทั้งสองของโจทก์ จึงไม่อยู่กับร่อง กับรอยรับฟังเป็นความจริงไม่ได้ คำรับสารภาพของจำเลยทั้งสองในชั้น สอบสวนแต่ ให้การปฏิเสธในชั้นศาลและอ้างว่าให้การรับสารภาพเช่นนั้นเพราะถูก ขู่เข็ญทำร้าย ไม่พอรับฟังลงโทษจำเลยได้.


3. คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 578/2499
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยลักจักรยานสามล้อหรือรับไว้โดยรู้ว่าเป็นของร้ายและนำความเท็จไปแจ้งแก่เจ้าพนักงานยานพาหนะว่าจำเลยซื้อมาจากร้านชนนิยมจำเลยต่อสู้ว่าซื้อมาโดยสุจริต
เมื่อข้อเท็จจริงฟังว่าจำเลยได้ซื้อมาโดยไม่รู้ว่าเป็นของร้ายจำเลยก็ไม่มีความผิดฐานรับของโจรแต่เมื่อจำเลยนำรถไปจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงานจำเลยนำความเท็จไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานทะเบียนว่าซื้อมาจากร้านชนนิยม ซึ่งความจริงจำลยหาได้ซื้อมาจากที่ร้านนี้ไม่ เพียงเท่านี้จำเลยก็มีความผิดตาม ม.226 แล้วเพราะการกระทำของจำเลยอาจเกิดความเสียหายแก่เจ้าทรัพย์และเจ้าพนักงานได้.
 

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลเหล่านี้อาจไม่ใช่เวอร์ชันล่าสุด รัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจมีข้อมูลที่เป็นปัจจุบันหรือแม่นยำกว่า เราไม่รับประกันหรือรับประกันเกี่ยวกับความถูกต้อง ความสมบูรณ์ หรือความเพียงพอของข้อมูลที่มีอยู่ในเว็บไซต์นี้หรือข้อมูลที่เชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของรัฐ โปรดตรวจสอบแหล่งที่มาอย่างเป็นทางการ
ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ : www.krisdika.go.th, deka.supremecourt.or.th
แนะนำโดย Legardy
mini_call_to_action_picture

ทนายความมากกว่า 500 คน ทั่วประเทศ พร้อมให้คำปรึกษา